
ความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าโลกที่เกิดจากการที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่มภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม ทำให้ความต้องการสินทรัพย์เศรษฐีนิยมพุ่งสูงขึ้น และดันความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลระบุว่า การส่งออกทองคำของสิงคโปร์ไปสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2023 พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสามปีที่ 11 ตัน เพิ่มขึ้น 27% จากเดือนก่อนหน้า ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงการค้าโลกเพิ่มขึ้น นักลงทุนต่างพากันหันไปทางทองคำเป็นที่หลบภัย โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ
ตามข้อมูลจากคณะกรรมการพัฒนาองค์กรสิงคโปร์ โดยปกติแล้ว ทองคำจากสิงคโปร์จะส่งออกไปยังประเทศในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น แต่ล่าสุดปริมาณทองคำจำนวนมากได้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ความแตกต่างของราคาทองคำล่วงหน้าในนิวยอร์กกับราคาทองคำสปอตในลอนดอนขยายตัวมากขึ้น การพุ่งขึ้นของราคาทองคำ โดยเฉพาะเมื่อส่วนต่างระหว่างราคาล่วงหน้าและสปอตขยายตัวขึ้น สะท้อนถึงความกังวลอย่างลึกซึ้งของตลาดต่อนโยบายของทรัมป์
ปัจจุบัน ตลาดการเงินทั่วโลกมีความคาดหวังเชิงบวกต่อทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อความกังวลเกี่ยวกับภาษีนำเข้าของทรัมป์ที่อาจกระตุ้นเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น ราคาทองคำได้เข้าใกล้ระดับ 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีความเป็นไปได้ที่จะอยู่ที่ 3,100 ดอลลาร์ หรือแม้แต่ 3,500 ดอลลาร์ในอนาคต องค์กรการลงทุนชั้นนำบนวอลล์สตรีทคาดการณ์ว่า ในปี 2025 ราคาทองคำอาจทะลุ 3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ธนาคารอเมริกาและยูบีเอสเชื่อว่าความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกและการเพิ่มขึ้นของความนิยมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจะผลักดันให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน แนวโน้มที่แข็งแกร่งของทองคำทำให้เสน่ห์ของสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม เช่น ดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง โดยเฉพาะในบริบทของนโยบายภาษีรอบใหม่ของทรัมป์และการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ตลาดสภาความปลอดภัยได้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดทองคำ เมื่อความต้องการพันธบัตรและดอลลาร์จากนักลงทุนลดลง ทองคำจึงกลายเป็นแหล่งหลบภัยที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกเป็นอันดับหนึ่ง
การส่งออกทองคำของสิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ตลาดทองคำทั่วโลกเมื่อสหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในตลาดหลักในการนำเข้าทองคำ คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะยังคงแข็งแกร่งและปรับตัวขึ้นต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า






