
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่งเสนอแผนการ "ครอบครอง" พื้นที่กาซ่าซึ่งก่อให้เกิดการโต้เถียงระหว่างประเทศอย่างกว้างขวางและการประณามอย่างรุนแรง ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลเมื่อวันที่ 4 ว่า สหรัฐฯ หวังจะครอบครองพื้นที่กาซ่าและ "ครอบครองระยะยาว" พื้นที่นี้ พร้อมทั้งเผยว่า ชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในกาซ่าควรย้ายไปยังประเทศอื่นเพื่ออาศัย ความคิดเห็นดังกล่าวจุดประกายปฏิกิริยาที่รุนแรงในหมู่สังคมระหว่างประเทศ ผู้นำหลายประเทศและองค์กรระดับโลกได้แสดงความไม่เห็นด้วย พร้อมระบุว่าข้อเสนอนี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและถือเป็นการละเมิดสิทธิของชาวปาเลสไตน์อย่างร้ายแรง
ในการประชุมกับนายกรัฐมนตรีชิเซโกะ อาเบะของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 ทรัมป์เน้นหนักว่าเขาไม่รีบดำเนินการตามแผน "ครอบครอง" และฟื้นฟูกาซ่า และอธิบายว่ามันเป็น "ข้อตกลงอสังหาริมทรัพย์" ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ จะเข้าสู่กาซ่าในฐานะ "นักลงทุน" โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่นี้ เขากล่าวเสริมว่า "เราไม่ต้องการเห็นทุกคนกลับมาแล้วจากไปอีกครั้งในอีกสิบปีข้างหน้า เราต้องการเห็นเสถียรภาพที่จะนำไปสู่เสถียรภาพระยะยาวในพื้นที่นี้"
อย่างไรก็ตาม คำแถลงนี้ไม่ได้คลี่คลายความขัดแย้ง แต่กลับสร้างความไม่พอใจในวงกว้างมากขึ้นในหมู่ประเทศต่าง ๆ มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีแห่งปาเลสไตน์ยืนกรานปฏิเสธแผนนี้ โดยระบุว่า "เราจะไม่ยอมให้ประชาชนของเราถูกขับไล่ ซึ่งเป็นสิทธิที่เราได้ต่อสู้และเสียสละอย่างหนักเพื่อได้มา" ส่วนโฆษกของฮามาส ซามิ อาบู ซูห์รี ได้กล่าวประณามข้อเสนอนี้อย่างรุนแรงว่าอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายและตึงเครียดในภูมิภาคมากขึ้น และประกาศว่าประชากรในกาซ่าจะต่อต้านแผนนี้อย่างเด็ดขาด
คำกล่าวเรื่องการ "ครอบครอง" กาซ่าของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นการยั่วยุอธิปไตยของประชาชนปาเลสไตน์อย่างร้ายแรง และยังเพิ่มความตึงเครียดในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ สังคมระหว่างประเทศได้ออกมาวิจารณ์จุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างแรงกล้า โดยชี้ว่าข้อเสนอนี้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งที่มีอยู่ แต่ยังอาจทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคที่ไม่เสถียรใจยิ่งขึ้นไปอีก
เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยทั่วโลกเกี่ยวกับนโยบายการทูตของรัฐบาลทรัมป์อีกครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นอิทธิพลและทิศทางนโยบายในตะวันออกกลาง ทุกฝ่ายเฝ้าดูว่าการดำเนินการของสหรัฐฯ จะดำเนินไปอย่างไร และเรียกร้องให้สังคมระหว่างประเทศสนับสนุนการเจรจาสันติภาพมากยิ่งขึ้น






