เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาได้โจมตีสหภาพยุโรปอย่างหนัก กล่าวหาว่าสหภาพยุโรปก่อตั้งขึ้นเพื่อ "ทำลายสหรัฐอเมริกา" และขู่จะเก็บภาษี 25% สำหรับสินค้าจากสหภาพยุโรป ทรัมป์กล่าวว่าสมดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีการขาดดุลกว่า 300 พันล้านดอลลาร์และสหภาพยุโรปไม่ยอมรับรถยนต์และสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เขาตั้งใจจะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยเน้นว่าการเก็บภาษีจะครอบคลุมสินค้าทุกประเภท รวมถึงรถยนต์ด้วย
ในเรื่องนี้ สหภาพยุโรปรีบตอบโต้ เตือนว่ามาตรการนี้จะทำลายความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปอย่างรุนแรง และส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโลก คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปกล่าวว่าหากสหรัฐฯ ดำเนินการ สหภาพยุโรปจะ "ตอบโต้เด็ดขาด" และปกป้องธุรกิจ คนงาน และผู้บริโภคในยุโรปจากผลกระทบของภาษีที่ไม่เป็นธรรม
ทางเยอรมันก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายการค้าที่ดำเนินโดยฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีโชลซ์และรัฐมนตรีเศรษฐกิจฮาเบคของเยอรมันกล่าวว่าหากสหรัฐฯ เริ่มดำเนินแผนการเก็บภาษี เยอรมันจะมีมาตรการตอบโต้เช่นกัน อุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมันเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งว่า นโยบายภาษีนี้จะเพิ่มต้นทุนในตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก และอาจคุกคามตำแหน่งงานหลายแสนตำแหน่ง
รัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลังของฝรั่งเศส นายลองบาร์ กล่าวว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษี สหภาพยุโรปจะตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างผู้นำสหภาพยุโรปและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และทั้งสองฝ่ายเริ่มเตรียมการรับมือกับสงครามภาษีที่อาจเกิดขึ้น
ในขณะเดียวกัน รายงานจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจโลกคิลของเยอรมันระบุว่าหากสหรัฐฯ เก็บภาษี 25% จากสหภาพยุโรป จะทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายตกต่ำ และเพิ่มภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพตลาดทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ มาตรการภาษียังอาจลดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ เองและเพิ่มต้นทุนแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต
ความขัดแย้งทางการค้าครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงสะท้อนถึงจุดยืนที่แตกต่างกันของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปในระเบียบการค้าที่เป็นสากล โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนในปัจจุบัน การที่ยุโรปต้องเผชิญหน้ากับนโยบายที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ จึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนในขณะที่ยังกระตุ้นการเจรจาได้อย่างไร




